ร่วมแบ่งปัน
เคยไมที่เริ่มต้นทำอะไรสักอย่างด้วยอารมณ์ว่างเปล่า แต่สุดท้ายกลับเดินออกมาด้วยความภูมิใจเต็มปรี่
สำหรับฉันมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ค้างอยู่ในใจ อยากจะแบ่งปัน . . .
ฉันมีโอกาสได้ฝึกงานในชนบท
เป็นวิชาหนึ่งที่ต้องลง (หมวดวิชาบังคับ 6 หน่วยกิต) เป็นการฝึกงานในภาคฤดูร้อนของปี 3
ฤดูร้อนที่ใครๆ ก็ได้พักผ่อน ท่องเที่ยว และเฮฮา
แต่ฉันต้องลงชุมชนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ห่างไกลออกไปอีกมาก
ในขณะที่จะเริ่มการฝึกงาน ฉันจำความรู้สึกเลือนลางได้ว่า “สับสน และห่อเหี่ยว”
ไม่อยากไปอยู่บ้านใครก็ไม่รู้ เกิดมายังไม่เคยนอนบ้านคนอื่นเลยสักครั้ง
แต่
ฉันก็ยังดีกว่าเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ต้องฝึกงานบนดอยกับชาวเขาแท้ หนทางห่างไกลยิ่งนัก ต้องนั่งรถกระบะ แล้วยังต้องเดินต่อไปอีกหลายกิโลเมตรทีเดียว (แถวบ้านเรียก กิโลแม้ว)
เริ่มแรกของการฝึกงาน พวกเราสิบคนไปรวมตัวกันที่บ้านพักเจ้าหน้าที่ ของกรมการพัฒนาชุมชน เป็นเวลาสองสัปดาห์ เพื่อเรียนรู้ระบบของหน่วยงานและเรียนรู้ที่จะทำอะไรร่วมกันเป็นเครือข่าย
หลังจากนั้น เหล่านักศึกษาหญิงเจ็ดคนกับนักศึกษาชายอีกสาม ก็กระจายตัวกันภายในตำบล (14 หมู่บ้าน) แยกกันไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นสี่หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 2 คนและ 3 คน
ฉันพักที่บ้านของ “ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน” ในบ้านมีพ่อแม่กับน้องอีกสามคน ฉันอยู่กับเพื่อนสาวร่วมรุ่นอีกคนหนึ่ง
สำหรับเพื่อนผู้ชายสามคนพักอยู่กับหลวงพี่ที่วัด ฮาอีกเหมือนกัน
ส่วนเพื่อนสาวที่เหลือก็แบ่งกันไปตามหมู่บ้าน
การฝึกงานครั้งนี้ ได้อะไรดีๆ กลับมาเยอะเสียจนไม่อยากกลับ
เป็นความภูมิใจลึกๆ ว่าอย่างน้อย เราก็เคยผ่านประสบการณ์จริงมาแล้ว
การสร้างสัมพันธภาพกับชาวบ้าน การลงชุมชนเก็บผัก เก็บพริก ขุดดิน การค้นหาคำตอบจากชุมชน
วิถีชีวิต แบบเป็นไปไม่ได้
การใช้ชีวิต แบบไม่น่าเชื่อ
สนุกมาก
ตื่นเช้า ช่วยแม่ ทำกับข้าว ถูบ้าน สายๆ ไปเก็บผักที่ปลูกหวุนเวียนแทนข้าวในทุ่งนาเพื่อเอามาขาย กลางวันกินข้าว บนเพิงริมทุ่ง บ่ายๆ กลับมาเล่นกีต้าร์ที่ริมธารหลังบ้าน บางวันก็เอาผ้าไปซักในลำธาร เย็นๆ ก็หาผักมาทำกับข้าว บางคืนที่ฝนตกชาวบ้านก็จะจับกบเอามา “ฝากให้นักศึกษาหน่อย” หัวค่ำก็ช่วยเตรียมข้าวเพื่อนึ่งในตอนเช้า เขาไม่ดูทีวีกันจะนั่งคุยกันมากกว่า แต่ฉันนอนดูดาวที่ระเบียงหลังบ้าน
สนุกสุดไปเก็บมะม่วงกล้วย หลังฝนตก ไปเก็บเอาเลยไม่มีเจ้าของไม่มีใครว่าอะไร แต่อร่อย
* มะม่วงกล้วย คือ มะม่วงลูกไม่ใหญ่มาก เวลากิน ต้องตัดบริเวณขั้วออก แล้ว ดันเนื้อ ออกมา มะม่วงจะออกมาเป็นลูก ไม่ต้องใช้มีดปอกก็กินได้เลย รสชาดติดหวาน หอม อร่อยถูกใจมากมายๆ
ยังไม่นับรวมรายละเอียดปลีกย่อย เก็บแมงมันคันชะมัด แอบเข้าเมืองโดยการโบกรถ ตอนเข้าหมู่บ้านก็ต้องเดินตามคันนาเข้าหมู่บ้าน ฮาได้อีก
ที่บ้านพักไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมากนัก เพราะไม่จำเป็นต้องมี
บ้านสองชั้นแบบบ้านไทย ใต้ถุนสูง เลี้ยงไก่กับหมา และชั้นสองของบ้านมีห้องนอน 2 ห้อง ส่วนห้องอื่นๆ ของบ้านใช้ฉากกั้นเป็นพื้นที่แทนการตีกรอบกำแพง
ทำให้คนในบ้านมีพื้นที่พูดคุยกันมากขึ้น และทำกิจกรรมร่วมกันมากกว่าการปิดตัวเองอยู่เพียงห้องส่วนตัว
ดูเหมือนทุกส่วนตั้งแต่ชื่อชุมชน นามสกุล คำเรียกขาน สรรพนาม เป็นส่วนประกอบที่ทำให้ฉันคิดอะไรที่เป็นตรรกะมากขึ้น
ปลดตัวเองจากเปลือกนอกที่หนักหนา
ออกมาจากความกลัวอะไรหลายๆ อย่าง
และ
พร้อมที่จะเป็นผู้ให้เสียที
สิ่งที่ได้รับจากชุมชน
น่าค้นหา
ทำให้ฉันมีเรื่องราวแลกเปลี่ยนกับคนทั่วไปได้มากมาย
ประสบการณ์หาไม่ได้จากห้องเรียนจริงๆ
คิดถึงวันเก่า
ความสุขแท้จริงอยู่ที่การใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุขเท่านั้นเอง
และจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น หากว่าเราได้เป็นผู้ให้แก่คนอื่น
การอยู่อย่างทิ้งลมหายใจไปวันๆ เป็นการใช้ชีวิตแบบตามใจตัวเอง สุขก็จริง แต่เป็นการให้ตัวเอง สร้างมาแล้วก็หายไป
ในขณะที่การให้ผู้อื่นเป็นการให้ที่ยั่งยื่นในฐานะที่การให้ เป็นการหยิบยื่นความสุขให้กับคนอื่นเป็นทอดๆ และการได้รับมาก็ได้สุขทั้งผู้ให้และผู้รับ
ซึ่งมีแนวโน้มว่า ผู้ให้ยังมีอัตราการให้อย่างต่อเนื่อง และผู้รับก็มีอัตราการให้อื่นต่อไป เป็นการให้ที่ไม่รู้จบ
เหมือนสายธารที่ไหลเป็นทอดๆ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
นี่แหละสิ่งที่ได้รับมากกว่าเกรด
หลายอย่างที่เริ่มและยังไม่หยุดลง
อยากแบ่งปันและเป็นผู้ให้คนหนึ่งของสังคม
บางทีอาจจะช่วยกระตุ้นจิตสำนึกภายในตัวเองของใครที่บังเอิญเข้ามาอ่านไดอารี่เล่มนี้ก็ได้
การให้เป็นจุดเริ่มของการรับที่ยิ่งใหญ่เสมอ
อย่างน้อยก็เป็นผู้รับความสุขจากการให้นั่นเอง
ฉันจะพยายามเขียนเรื่องดีๆ มาแบ่งปัน เพราะที่นี่อบอุ่นกว่าไดอารี่แน่นอน
ขอเพิ่มอีกนิด
PS"สำหรับใครที่เคยมีประสบการณ์ค่าย หรืองานอาสาสมัคร มีแหล่งข้อมูล อยากให้ร่วมกับโพส สถานที่ เบอร์โทรไว้นะคะ เพราะว่าจะเอาไปสานต่อเพิ่มคะ

PatTy9irL✿
on 2008-05-06 22:06:30