counter 8,588

ฤดูร้อนที่ฝนตก

Part #1

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน

อารมณ์ก็เปลี่ยน

ไม่ค่อยวีน..ที่รัก (เท่าไร)

แต่ก็ยังคงบ่นเรื่องนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อยเหมือนเคย

 

Part #2

เพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ (วันพฤหัสที่ 17 เมษา)

รดน้ำดำหัวพ่อกับแม่ ขอพรตามประเพณี ปี๋ใหม่เมือง

ไม่ได้เล่นน้ำสงกรานต์แต่นั่งรถเปิดแอร์ชมคูเมืองสนุกไปอีกแบบ

 

เรื่องสนุกเริ่มตั้งแต่ออกเดินทางไปดอนเมือง เกือบไม่ทัน รถติดสุดชีวิต กล้ๆ จะถึงสนามบินก็หัวเราะออกมาเหมือนคนสติแตกอย่างเมามันส์ - หลังจากบุคตั๋วไม่ถึงห้านาทีสายการบินก็เรียกขึ้นเครื่อง (โอ้ว)

 

ขากลับยิ่งกว่าเดิมบุคตั๋วเสร็จเห็นว่า อีกตั้งสองชั่วโมงกว่าเครื่องจะออกก็เลย ให้พ่อวนรถมารับที่ประตู เพื่อไปรับแม่จากที่ทำงาน ทำให้เกือบตกเครื่อง!!! ต้องวิ่งเปรี้ยวไปขึ้นเครื่องเป็นคนสุดท้าย พนักงานต่างวิทยุส่งข่าวต่อๆ กัน เสื้อขาวนะ มาแล้วๆ วิ่งผ่านไปแล้วผู้โดยสารต่างพากันสรรเสริญกันใหญ่เลย เอิกๆๆ (ขอบอก แอร์ไม่เข็นน้ำมาขายด้วย เหนื่อยสุดชีวิต และโดนย้ายที่นั่งจากที่จองไว้ลวงหน้ามานั่งหน้าประตูฉุกเฉิน กระเป๋าถูกโยนไว้ข้างบนทั้งหมดเผื่อเหตุฉุกเฉินจะไม่ขวางทาง แง้!! ไม่เหลืออะไรติดตัวนอกจากเงินสองร้อยกับบัตรประชาชน)

 

Part #3

หยุดพักสมองไปหลายวันทีเดียว

ห่างหายไปจากการทำงาน

กลับมาปั่นงานจนเมื่อยมือและปวดขา

เที่ยงคืน = ไฟมอด + ไร้อารมณ์

 

แอบไปนอน - ตื่นด้วยความงัวเงียกลับห้องตอนตีสอง เบลอๆ แต่ก็หัวเราะได้อีก

ชีวิตที่สนุกสนานมันดีอย่างนี้นี่เอง

 

Part #4

เพื่อน : ไม่ออกมาเที่ยว ท่องราตรีเชียงใหม่เหรอ

Patty : ไม่เอางะ ค่อยไปเมา กทม ดีกว่า อยู่บ้านกับแม่ดีแล้ว

เพื่อน : กทม ไม่มีภูเขาเหมือนเชียงใหม่นะ

Patty : แต่ กทม ไม่มีพ่อกับแม่ อยากอยู่กับพ่อกับแม่นะ

เพื่อน :  … … … … … … …

 

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า

การปฏิเสธไม่ได้เป็นเรื่องยาก

การกระทำอะไรสักอย่างเพื่อคนที่รักเราเป็นเรื่องเล็กน้อย

ทำสิ่งดีๆ เพื่อพ่อกับแม่สักครั้ง ก็ภูมิใจมากมายแล้ว

 

Part #5

สวดมนต์ก่อนนอนจะได้ฝันดี

แผ่เมตตาให้คนที่เราคิดไม่ดีด้วย สามารถลดละความโกรธในใจให้มอดได้

 

Good Night ka! 

ฤดูร้อนที่ฝนตก

Part #1

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน

อารมณ์ก็เปลี่ยน

ไม่ค่อยวีน..ที่รัก (เท่าไร)

แต่ก็ยังคงบ่นเรื่องนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อยเหมือนเคย

 

Part #2

เพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ (วันพฤหัสที่ 17 เมษา)

รดน้ำดำหัวพ่อกับแม่ ขอพรตามประเพณี ปี๋ใหม่เมือง

ไม่ได้เล่นน้ำสงกรานต์แต่นั่งรถเปิดแอร์ชมคูเมืองสนุกไปอีกแบบ

 

เรื่องสนุกเริ่มตั้งแต่ออกเดินทางไปดอนเมือง เกือบไม่ทัน รถติดสุดชีวิต กล้ๆ จะถึงสนามบินก็หัวเราะออกมาเหมือนคนสติแตกอย่างเมามันส์ - หลังจากบุคตั๋วไม่ถึงห้านาทีสายการบินก็เรียกขึ้นเครื่อง (โอ้ว)

 

ขากลับยิ่งกว่าเดิมบุคตั๋วเสร็จเห็นว่า อีกตั้งสองชั่วโมงกว่าเครื่องจะออกก็เลย ให้พ่อวนรถมารับที่ประตู เพื่อไปรับแม่จากที่ทำงาน ทำให้เกือบตกเครื่อง!!! ต้องวิ่งเปรี้ยวไปขึ้นเครื่องเป็นคนสุดท้าย พนักงานต่างวิทยุส่งข่าวต่อๆ กัน เสื้อขาวนะ มาแล้วๆ วิ่งผ่านไปแล้วผู้โดยสารต่างพากันสรรเสริญกันใหญ่เลย เอิกๆๆ (ขอบอก แอร์ไม่เข็นน้ำมาขายด้วย เหนื่อยสุดชีวิต และโดนย้ายที่นั่งจากที่จองไว้ลวงหน้ามานั่งหน้าประตูฉุกเฉิน กระเป๋าถูกโยนไว้ข้างบนทั้งหมดเผื่อเหตุฉุกเฉินจะไม่ขวางทาง แง้!! ไม่เหลืออะไรติดตัวนอกจากเงินสองร้อยกับบัตรประชาชน)

 

Part #3

หยุดพักสมองไปหลายวันทีเดียว

ห่างหายไปจากการทำงาน

กลับมาปั่นงานจนเมื่อยมือและปวดขา

เที่ยงคืน = ไฟมอด + ไร้อารมณ์

 

แอบไปนอน - ตื่นด้วยความงัวเงียกลับห้องตอนตีสอง เบลอๆ แต่ก็หัวเราะได้อีก

ชีวิตที่สนุกสนานมันดีอย่างนี้นี่เอง

 

Part #4

เพื่อน : ไม่ออกมาเที่ยว ท่องราตรีเชียงใหม่เหรอ

Patty : ไม่เอางะ ค่อยไปเมา กทม ดีกว่า อยู่บ้านกับแม่ดีแล้ว

เพื่อน : กทม ไม่มีภูเขาเหมือนเชียงใหม่นะ

Patty : แต่ กทม ไม่มีพ่อกับแม่ อยากอยู่กับพ่อกับแม่นะ

เพื่อน :  … … … … … … …

 

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า

การปฏิเสธไม่ได้เป็นเรื่องยาก

การกระทำอะไรสักอย่างเพื่อคนที่รักเราเป็นเรื่องเล็กน้อย

ทำสิ่งดีๆ เพื่อพ่อกับแม่สักครั้ง ก็ภูมิใจมากมายแล้ว

 

Part #5

สวดมนต์ก่อนนอนจะได้ฝันดี

แผ่เมตตาให้คนที่เราคิดไม่ดีด้วย สามารถลดละความโกรธในใจให้มอดได้

 

Good Night ka! 

อุดมคติทางการศึกษา

วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

 

วันนี้มีอะไรที่ไม่เหมือนวันก่อนๆ

ที่รักมีนัดกับเพื่อนเก่าร่วมคณะ (เมื่อสิบปีที่แล้ว)

เพื่อนขอความคิดเห็นบางอย่าง เพื่อใช้เป็นแนวทางเรียนต่อปริญญาเอกกกกก ว้าววววว

อยากเรียนเอกบ้างจัง

 

เมื่อไรที่อยากเรียน ก็มักถูกปิดกั้นด้วยคำถาม เรียนไปทำไม แ ป๊ ก เ ล ย  

 

ก า ร ทำ อ ะ ไ ร โ ด ย ไ ม่ มี เ ป้ า ห ม า ย

 

รู้สึกว่าฉันทำอย่างนี้มานานเสียจนเป็นการเติมเต็มความสุขให้ตัวเองไปเสียแล้ว

รักที่ได้เรียนสายสังคมศาสตร์ ทั้งที่รู้ว่าเรียนมาก็เอาไปทำอะไรที่เพิ่มเงินนนนเดือน ไม่ได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่านอกจากจะเรียนตามสายวิชาการที่จบมาแล้วเราจะเอาไปหางานอื่นๆ ได้ไหม

เนื่องจากเป็นศาสตร์แห่งความคิด การทำเพื่อมวลชน

ไม่ใช่ศาสตร์ทางด้านการบริหารเงิน เศรษฐกิจ การเมืองที่ดูจะเป็นเป้าหมายหลักของประเทศไปเสียแล้ว

 

เปรียบเทียบ โลกของการเรียนปัจจุบันต่างจากเมื่อก่อนมาก

เพื่อนนักเรียนในยุคนั้น เลือกเรียนเพราะว่าชอบ มากกว่าจะมาถามกันว่าจบไปแล้วเอาไปทำงานอะไร

ถ้ามองโลกไกลหน่อยก็ต้องตอบคำถามเดิมที่ว่า เรียนเอาไปทำอะไรได้บ้าง

 

การตอบโจทย์ทางโลก ทำร้ายอัตลักษณ์ของตัวเองมาก

เพราะที่บ้านไม่มีกิจการ ดังนั้น งานคือทุ่มเทให้คนอื่น ไม่รักก็ต้องอดทน ได้เงินใช้จ่ายเดือนชนเดือนก็พอ นี่หรือคุณภาพทางจิตใจของคน

มีกี่คนที่ได้ทำอะไรอย่างที่ใจหวังกันนะ

 

ไม่เคยเสียใจที่เลือกเรียนอย่างใจต้องการ

เสียใจนิดหน่อยที่วงการการศึกษาไทย และการเมืองไม่ได้สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น

 

การทำอะไรอย่างที่ใจอยากทำ เหนื่อยน้อยกว่าการวิ่งตามคนอื่นเป็นไหน ๆ

 

การยกระดับทางความคิด คือการยกระดับจิตใจของตัวเองก่อน

ไม่หลุดพ้นก็ต้องติดร่างแห ต่อไป

 

เอวัง!!!

ฤดูร้อนที่ฝนตก

Part #1

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน

อารมณ์ก็เปลี่ยน

ไม่ค่อยวีน..ที่รัก (เท่าไร)

แต่ก็ยังคงบ่นเรื่องนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อยเหมือนเคย

 

Part #2

เพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ (วันพฤหัสที่ 17 เมษา)

รดน้ำดำหัวพ่อกับแม่ ขอพรตามประเพณี ปี๋ใหม่เมือง

ไม่ได้เล่นน้ำสงกรานต์แต่นั่งรถเปิดแอร์ชมคูเมืองสนุกไปอีกแบบ

 

เรื่องสนุกเริ่มตั้งแต่ออกเดินทางไปดอนเมือง เกือบไม่ทัน รถติดสุดชีวิต กล้ๆ จะถึงสนามบินก็หัวเราะออกมาเหมือนคนสติแตกอย่างเมามันส์ - หลังจากบุคตั๋วไม่ถึงห้านาทีสายการบินก็เรียกขึ้นเครื่อง (โอ้ว)

 

ขากลับยิ่งกว่าเดิมบุคตั๋วเสร็จเห็นว่า อีกตั้งสองชั่วโมงกว่าเครื่องจะออกก็เลย ให้พ่อวนรถมารับที่ประตู เพื่อไปรับแม่จากที่ทำงาน ทำให้เกือบตกเครื่อง!!! ต้องวิ่งเปรี้ยวไปขึ้นเครื่องเป็นคนสุดท้าย พนักงานต่างวิทยุส่งข่าวต่อๆ กัน เสื้อขาวนะ มาแล้วๆ วิ่งผ่านไปแล้วผู้โดยสารต่างพากันสรรเสริญกันใหญ่เลย เอิกๆๆ (ขอบอก แอร์ไม่เข็นน้ำมาขายด้วย เหนื่อยสุดชีวิต และโดนย้ายที่นั่งจากที่จองไว้ลวงหน้ามานั่งหน้าประตูฉุกเฉิน กระเป๋าถูกโยนไว้ข้างบนทั้งหมดเผื่อเหตุฉุกเฉินจะไม่ขวางทาง แง้!! ไม่เหลืออะไรติดตัวนอกจากเงินสองร้อยกับบัตรประชาชน)

 

Part #3

หยุดพักสมองไปหลายวันทีเดียว

ห่างหายไปจากการทำงาน

กลับมาปั่นงานจนเมื่อยมือและปวดขา

เที่ยงคืน = ไฟมอด + ไร้อารมณ์

 

แอบไปนอน - ตื่นด้วยความงัวเงียกลับห้องตอนตีสอง เบลอๆ แต่ก็หัวเราะได้อีก

ชีวิตที่สนุกสนานมันดีอย่างนี้นี่เอง

 

Part #4

เพื่อน : ไม่ออกมาเที่ยว ท่องราตรีเชียงใหม่เหรอ

Patty : ไม่เอางะ ค่อยไปเมา กทม ดีกว่า อยู่บ้านกับแม่ดีแล้ว

เพื่อน : กทม ไม่มีภูเขาเหมือนเชียงใหม่นะ

Patty : แต่ กทม ไม่มีพ่อกับแม่ อยากอยู่กับพ่อกับแม่นะ

เพื่อน :  … … … … … … …

 

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า

การปฏิเสธไม่ได้เป็นเรื่องยาก

การกระทำอะไรสักอย่างเพื่อคนที่รักเราเป็นเรื่องเล็กน้อย

ทำสิ่งดีๆ เพื่อพ่อกับแม่สักครั้ง ก็ภูมิใจมากมายแล้ว

 

Part #5

สวดมนต์ก่อนนอนจะได้ฝันดี

แผ่เมตตาให้คนที่เราคิดไม่ดีด้วย สามารถลดละความโกรธในใจให้มอดได้

 

Good Night ka! 

อุดมคติทางการศึกษา

วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

 

วันนี้มีอะไรที่ไม่เหมือนวันก่อนๆ

ที่รักมีนัดกับเพื่อนเก่าร่วมคณะ (เมื่อสิบปีที่แล้ว)

เพื่อนขอความคิดเห็นบางอย่าง เพื่อใช้เป็นแนวทางเรียนต่อปริญญาเอกกกกก ว้าววววว

อยากเรียนเอกบ้างจัง

 

เมื่อไรที่อยากเรียน ก็มักถูกปิดกั้นด้วยคำถาม เรียนไปทำไม แ ป๊ ก เ ล ย  

 

ก า ร ทำ อ ะ ไ ร โ ด ย ไ ม่ มี เ ป้ า ห ม า ย

 

รู้สึกว่าฉันทำอย่างนี้มานานเสียจนเป็นการเติมเต็มความสุขให้ตัวเองไปเสียแล้ว

รักที่ได้เรียนสายสังคมศาสตร์ ทั้งที่รู้ว่าเรียนมาก็เอาไปทำอะไรที่เพิ่มเงินนนนเดือน ไม่ได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่านอกจากจะเรียนตามสายวิชาการที่จบมาแล้วเราจะเอาไปหางานอื่นๆ ได้ไหม

เนื่องจากเป็นศาสตร์แห่งความคิด การทำเพื่อมวลชน

ไม่ใช่ศาสตร์ทางด้านการบริหารเงิน เศรษฐกิจ การเมืองที่ดูจะเป็นเป้าหมายหลักของประเทศไปเสียแล้ว

 

เปรียบเทียบ โลกของการเรียนปัจจุบันต่างจากเมื่อก่อนมาก

เพื่อนนักเรียนในยุคนั้น เลือกเรียนเพราะว่าชอบ มากกว่าจะมาถามกันว่าจบไปแล้วเอาไปทำงานอะไร

ถ้ามองโลกไกลหน่อยก็ต้องตอบคำถามเดิมที่ว่า เรียนเอาไปทำอะไรได้บ้าง

 

การตอบโจทย์ทางโลก ทำร้ายอัตลักษณ์ของตัวเองมาก

เพราะที่บ้านไม่มีกิจการ ดังนั้น งานคือทุ่มเทให้คนอื่น ไม่รักก็ต้องอดทน ได้เงินใช้จ่ายเดือนชนเดือนก็พอ นี่หรือคุณภาพทางจิตใจของคน

มีกี่คนที่ได้ทำอะไรอย่างที่ใจหวังกันนะ

 

ไม่เคยเสียใจที่เลือกเรียนอย่างใจต้องการ

เสียใจนิดหน่อยที่วงการการศึกษาไทย และการเมืองไม่ได้สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น

 

การทำอะไรอย่างที่ใจอยากทำ เหนื่อยน้อยกว่าการวิ่งตามคนอื่นเป็นไหน ๆ

 

การยกระดับทางความคิด คือการยกระดับจิตใจของตัวเองก่อน

ไม่หลุดพ้นก็ต้องติดร่างแห ต่อไป

 

เอวัง!!!

ปิติสุด

วันนี้นั่งรอลุ้นผลทั้งวัยเลย

ไม่เป็นอันทำการทำงาน (จริงๆ แล้วอู้งาน)

แต่แล้วพอเวลา หนึ่งทุ่มตรงงงงงง ก็ประกาศผลสอบ

จริงๆ เขาบอกว่าประกาศพรุ่งนี้น่ะ

ติดด้วยละ

ชื่ออยู่อันดับที่ 2 ของรายชื่อผู้สอบผ่าน

 

หลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต

สาขาวิชา ประชากรศึกษา

คณะสังคมศาสตร์ฯ

มหาวิทยาลัยมหิดล

 

เป็นปลื้ม

แต่อังกฤษยังไม่ผ่าน

ต้องใช้ความพยายามในการสอบอีกเยอะเลย

ยังไงก็ผ่านจุดวิกฤตแห่งความเครียดมาแล้ว

ต้อง ผ่าน ไป ให้ ได้ สิ น่า

 

เรื่องดีๆ ก็มีอยู่เท่านี้

เป็นปลื้มนะ

ขอบคุณ นายโบ ที่อยู่ข้างๆ คอยเป็นกำลังใจและให้ซุกอก เกเร เสมอๆ นะจ๊ะ มาให้จุ๊บๆ สองที อิอิ

 

ปล. หาเงินที่ไหนเอามาเรียนหว่า งานการก็ไม่ทำ อ่อนใจกับตัวเองจริงๆ เลย

ฤดูร้อนที่ฝนตก

Part #1

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน

อารมณ์ก็เปลี่ยน

ไม่ค่อยวีน..ที่รัก (เท่าไร)

แต่ก็ยังคงบ่นเรื่องนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อยเหมือนเคย

 

Part #2

เพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ (วันพฤหัสที่ 17 เมษา)

รดน้ำดำหัวพ่อกับแม่ ขอพรตามประเพณี ปี๋ใหม่เมือง

ไม่ได้เล่นน้ำสงกรานต์แต่นั่งรถเปิดแอร์ชมคูเมืองสนุกไปอีกแบบ

 

เรื่องสนุกเริ่มตั้งแต่ออกเดินทางไปดอนเมือง เกือบไม่ทัน รถติดสุดชีวิต กล้ๆ จะถึงสนามบินก็หัวเราะออกมาเหมือนคนสติแตกอย่างเมามันส์ - หลังจากบุคตั๋วไม่ถึงห้านาทีสายการบินก็เรียกขึ้นเครื่อง (โอ้ว)

 

ขากลับยิ่งกว่าเดิมบุคตั๋วเสร็จเห็นว่า อีกตั้งสองชั่วโมงกว่าเครื่องจะออกก็เลย ให้พ่อวนรถมารับที่ประตู เพื่อไปรับแม่จากที่ทำงาน ทำให้เกือบตกเครื่อง!!! ต้องวิ่งเปรี้ยวไปขึ้นเครื่องเป็นคนสุดท้าย พนักงานต่างวิทยุส่งข่าวต่อๆ กัน เสื้อขาวนะ มาแล้วๆ วิ่งผ่านไปแล้วผู้โดยสารต่างพากันสรรเสริญกันใหญ่เลย เอิกๆๆ (ขอบอก แอร์ไม่เข็นน้ำมาขายด้วย เหนื่อยสุดชีวิต และโดนย้ายที่นั่งจากที่จองไว้ลวงหน้ามานั่งหน้าประตูฉุกเฉิน กระเป๋าถูกโยนไว้ข้างบนทั้งหมดเผื่อเหตุฉุกเฉินจะไม่ขวางทาง แง้!! ไม่เหลืออะไรติดตัวนอกจากเงินสองร้อยกับบัตรประชาชน)

 

Part #3

หยุดพักสมองไปหลายวันทีเดียว

ห่างหายไปจากการทำงาน

กลับมาปั่นงานจนเมื่อยมือและปวดขา

เที่ยงคืน = ไฟมอด + ไร้อารมณ์

 

แอบไปนอน - ตื่นด้วยความงัวเงียกลับห้องตอนตีสอง เบลอๆ แต่ก็หัวเราะได้อีก

ชีวิตที่สนุกสนานมันดีอย่างนี้นี่เอง

 

Part #4

เพื่อน : ไม่ออกมาเที่ยว ท่องราตรีเชียงใหม่เหรอ

Patty : ไม่เอางะ ค่อยไปเมา กทม ดีกว่า อยู่บ้านกับแม่ดีแล้ว

เพื่อน : กทม ไม่มีภูเขาเหมือนเชียงใหม่นะ

Patty : แต่ กทม ไม่มีพ่อกับแม่ อยากอยู่กับพ่อกับแม่นะ

เพื่อน :  … … … … … … …

 

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า

การปฏิเสธไม่ได้เป็นเรื่องยาก

การกระทำอะไรสักอย่างเพื่อคนที่รักเราเป็นเรื่องเล็กน้อย

ทำสิ่งดีๆ เพื่อพ่อกับแม่สักครั้ง ก็ภูมิใจมากมายแล้ว

 

Part #5

สวดมนต์ก่อนนอนจะได้ฝันดี

แผ่เมตตาให้คนที่เราคิดไม่ดีด้วย สามารถลดละความโกรธในใจให้มอดได้

 

Good Night ka! 

อุดมคติทางการศึกษา

วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

 

วันนี้มีอะไรที่ไม่เหมือนวันก่อนๆ

ที่รักมีนัดกับเพื่อนเก่าร่วมคณะ (เมื่อสิบปีที่แล้ว)

เพื่อนขอความคิดเห็นบางอย่าง เพื่อใช้เป็นแนวทางเรียนต่อปริญญาเอกกกกก ว้าววววว

อยากเรียนเอกบ้างจัง

 

เมื่อไรที่อยากเรียน ก็มักถูกปิดกั้นด้วยคำถาม เรียนไปทำไม แ ป๊ ก เ ล ย  

 

ก า ร ทำ อ ะ ไ ร โ ด ย ไ ม่ มี เ ป้ า ห ม า ย

 

รู้สึกว่าฉันทำอย่างนี้มานานเสียจนเป็นการเติมเต็มความสุขให้ตัวเองไปเสียแล้ว

รักที่ได้เรียนสายสังคมศาสตร์ ทั้งที่รู้ว่าเรียนมาก็เอาไปทำอะไรที่เพิ่มเงินนนนเดือน ไม่ได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่านอกจากจะเรียนตามสายวิชาการที่จบมาแล้วเราจะเอาไปหางานอื่นๆ ได้ไหม

เนื่องจากเป็นศาสตร์แห่งความคิด การทำเพื่อมวลชน

ไม่ใช่ศาสตร์ทางด้านการบริหารเงิน เศรษฐกิจ การเมืองที่ดูจะเป็นเป้าหมายหลักของประเทศไปเสียแล้ว

 

เปรียบเทียบ โลกของการเรียนปัจจุบันต่างจากเมื่อก่อนมาก

เพื่อนนักเรียนในยุคนั้น เลือกเรียนเพราะว่าชอบ มากกว่าจะมาถามกันว่าจบไปแล้วเอาไปทำงานอะไร

ถ้ามองโลกไกลหน่อยก็ต้องตอบคำถามเดิมที่ว่า เรียนเอาไปทำอะไรได้บ้าง

 

การตอบโจทย์ทางโลก ทำร้ายอัตลักษณ์ของตัวเองมาก

เพราะที่บ้านไม่มีกิจการ ดังนั้น งานคือทุ่มเทให้คนอื่น ไม่รักก็ต้องอดทน ได้เงินใช้จ่ายเดือนชนเดือนก็พอ นี่หรือคุณภาพทางจิตใจของคน

มีกี่คนที่ได้ทำอะไรอย่างที่ใจหวังกันนะ

 

ไม่เคยเสียใจที่เลือกเรียนอย่างใจต้องการ

เสียใจนิดหน่อยที่วงการการศึกษาไทย และการเมืองไม่ได้สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น

 

การทำอะไรอย่างที่ใจอยากทำ เหนื่อยน้อยกว่าการวิ่งตามคนอื่นเป็นไหน ๆ

 

การยกระดับทางความคิด คือการยกระดับจิตใจของตัวเองก่อน

ไม่หลุดพ้นก็ต้องติดร่างแห ต่อไป

 

เอวัง!!!

ปิติสุด

วันนี้นั่งรอลุ้นผลทั้งวัยเลย

ไม่เป็นอันทำการทำงาน (จริงๆ แล้วอู้งาน)

แต่แล้วพอเวลา หนึ่งทุ่มตรงงงงงง ก็ประกาศผลสอบ

จริงๆ เขาบอกว่าประกาศพรุ่งนี้น่ะ

ติดด้วยละ

ชื่ออยู่อันดับที่ 2 ของรายชื่อผู้สอบผ่าน

 

หลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต

สาขาวิชา ประชากรศึกษา

คณะสังคมศาสตร์ฯ

มหาวิทยาลัยมหิดล

 

เป็นปลื้ม

แต่อังกฤษยังไม่ผ่าน

ต้องใช้ความพยายามในการสอบอีกเยอะเลย

ยังไงก็ผ่านจุดวิกฤตแห่งความเครียดมาแล้ว

ต้อง ผ่าน ไป ให้ ได้ สิ น่า

 

เรื่องดีๆ ก็มีอยู่เท่านี้

เป็นปลื้มนะ

ขอบคุณ นายโบ ที่อยู่ข้างๆ คอยเป็นกำลังใจและให้ซุกอก เกเร เสมอๆ นะจ๊ะ มาให้จุ๊บๆ สองที อิอิ

 

ปล. หาเงินที่ไหนเอามาเรียนหว่า งานการก็ไม่ทำ อ่อนใจกับตัวเองจริงๆ เลย

ความทรงจำสีจาง

 

ความตื่นเต้นระรัวอยู่ในใจอีกครั้ง

ฉันหวังไว้ลึกๆ ว่าปีนี้ ฉันจะได้พบเจออะไรดีๆ เริ่มจากลาออกจากงานที่คร่ำเคร่งทำมาตั้งสามปีกว่า

 



ก่อน . . .

ฉันคิดไว้ว่าอยากท่องเที่ยวรอบโลกสักรอบ แต่ฉันยังใจไม่กล้าพอที่จะนั่งเครื่องบินไปไหนมาไหนคนเดียว

ฉันเริ่มเก็บเงินได้ก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่ง เพื่อเตรียมแบกกระเป๋าเป้สีเขียวสุดรักตระเวนไปสูดอากาศรอบโลก

 



ความฝันสวยงามถูกจุดประกายลุกโชนอีกครั้ง
ผู้ชายคนหนึ่ง

เขาคนนั้นเมื่ออายุเท่าฉัน เขาก็เป็นเหมือนกับฉันในตอนนี้

แต่เขาออกเดินทางไปไกลมากเสียจนฉันตามไปไม่ไหว

 



ก็ . . .

ฉันไม่ได้พบเขาไม่ว่าด้วยทางใดๆ ก็ตาม

ไม่เคยพูดคุย ไม่รู้ข่าวคราว

ทุกอย่างขาดลง

หลังจากที่เราเลิกบอกรักกัน

 



เขายังคงวนเวียนอยู่ในใจฉันเสมอ

เจ็ดปีแล้วสินะ

เจ็ดปีที่ฉันกับเขาไม่เคยอยู่ใกล้กัน

 



ไดอารี่ออนไลน์โครงข่ายนี้เองที่เป็นสื่อกลาง

ฉันรู้จักเขา

ฉันคบกับเขา

ฉันเลิกกับเขา

และ

เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง

เป็นเพราะไดอารี่ หรือเป็นเพราะโชคชะตาที่พาเรามาเจอกัน แยกทางกัน ห่างกันไปอย่างนั้น

 



อีกครั้ง
. . .

น่าจะครึ่งปีก่อนได้นะที่ฉันได้คุยกับเขาอีกครั้งทาง msn เพราะใครบางคนจากไดอารี่ออนไลน์นี้เช่นกัน

ทุกครั้งที่เห็นชื่อเขาออนไลน์ ใจฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ

รู้อยู่ว่าโลกใบกว้างนี้ไม่มีทางทำให้อะไรต่อมิอะไรกลับมาเป็นเหมือนเดิม

แต่ใจก็ยังอยากฝัน

ฉันพาหัวใจตัวเองหลุดไปละเมอถึงเขาอยู่พักใหญ่

ความฝันพาจินตนาการออกเดินทางข้ามทวีปเพื่อไปเคียงข้างเขา

แค่ความฝันนะ

ทุกอย่างจบลงด้วยคำอธิบายลำบากใจจากอีเมลล์ของฉัน บทสรุปของการเดินทางไปแคนาดา

 



เค้าไม่ตอบข้อความของฉันแต่อย่างใด

การคุยกันผ่านอินเตอร์เน็ตระหว่างเรา

เลวร้ายลงทุกที!

เขาบอกว่า : เธอยังเด็กเกินไปที่จะตัดสินใจ และพร้อมที่จะเติบโตทางความคิด เธอก็ยังนิสัยเด็กๆ และยึดติดแบบคนไทย

เธอไม่สามรถอดทนทำอะไรบางอย่างเพื่อพิสูจน์ . . . (ความเงียบปกคลุม)

. . . ก็ช่างมันเถอะเธอตัดสินใจไปแล้วมันเปลี่ยนแปลงอะไรในใจฉันไม่ได้อีกแล้ว

เธอจะได้รู้ว่า การอดทนกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้มันจะให้โทษเลวร้ายกับเธอถึงที่สุด

 



คำพูดนี้ มันวนกลับมาอีกแล้ว

กลับมายืนที่เดิม ณ จุดเดิมที่เธอบอกเลิกกับฉัน

- ไม่ต่างกัน -

 



[ฉันอึดอัดที่จะบอกไปว่า ก็ฝันอยู่ แค่อยากตื่นจากความฝัน

ยังไงความจริงก็คือความจริง

ฉันไม่สามารถทิ้งอะไรไว้ข้างหลังแล้ววิ่งตามความรักที่หลุดลอยไปแล้วได้

เพราะคิดว่ายังคงรัก

คิดเองว่ายังคงวนเวียนอยู่ในความรู้สึกที่ค้างคา

ความฝันกับความจริงมันต่างกันมากรู้ไหม]

 



นาน . . .

สุดท้ายก็บอกเพราะไม่อยากให้เข้าใจผิด ไม่อยากให้เจ็ดปีที่ฉันรอจบลงไปด้วยความเข้าใจผิดๆ ที่เกิดจากการเกรงกลัวอะไรต่อมิอะไรของฉัน

 



คิดว่ารักไง พอไหม คำนี้พอจะอธิบายทุกอย่างได้หมดสำหรับความรู้สึกยิ่งใหญ่ของฉันไหม

เพราะเธอทิ้งฉันไป ตอนที่โลกของฉันกำลังหมุน

เธอหยุดความรักทั้งที่เข้าใจฉันผิด ครั้งนี้ไม่มีความผิดอะไรจากใครอีก

 



พอ . . .

ฉันบอกว่า : “คิดว่ารักไงยังรักและต้องการให้เธอกลับมาหมุนโลกแห่งความรักของฉันอีกครั้ง อีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง

ฉันผิดที่หลงเดินตามความฝันเพราะคิดว่าเราจะยังกลับมารักกันได้

แต่ฉันไม่ผิดที่จะตัดสินใจเลือกเดินบทเส้นทางตามแบบฉบับของฉัน

ฉันไม่ผิดที่จะเป็นคนไทยนิสัยเด็กอย่างนี้

ฉันภูมิใจในตัวเองมาตลอด

ทั้งเรื่องเรียน

เรื่องการทำงาน

เรื่องการใช้ชีวิต

ฉันเคารพตัวเองจากการตัดสินใจและความคิดของฉัน