counter 8,588

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วจริง- จริง

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วจริง- จริง

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

เรื่องนิดเดียว

วันนี้ฉันได้เรียนรู้ว่า
บางทีการนิ่งเฉยเสียบ้างก็เป็นสิ่งที่ดี
การไม่โต้ตอบก็เป็นสิ่งที่น่าลองทำ

ฉันไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเสียเวลาทำอะไรที่ไร้สาระเท่าไร
แต่การไม่ค่อยจะขยันของฉันก็เป็นสาเหตุของการนิ่งเฉย

ระหว่างคำว่านิ่ง กับการไม่ทำอะไรเลย ห่างกันแค่ไหนเชียว

good night

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วจริง- จริง

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

เรื่องนิดเดียว

วันนี้ฉันได้เรียนรู้ว่า
บางทีการนิ่งเฉยเสียบ้างก็เป็นสิ่งที่ดี
การไม่โต้ตอบก็เป็นสิ่งที่น่าลองทำ

ฉันไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเสียเวลาทำอะไรที่ไร้สาระเท่าไร
แต่การไม่ค่อยจะขยันของฉันก็เป็นสาเหตุของการนิ่งเฉย

ระหว่างคำว่านิ่ง กับการไม่ทำอะไรเลย ห่างกันแค่ไหนเชียว

good night

เงาในน้ำ

จ้องมองเงาที่สะท้อนบนน้ำที่เอ่อในห้องน้ำ

ภาพสับสนของความฝันปะปนกับเรื่องงาน

ฉันคิดถึงเรื่องงานที่คั่งค้าง เหลืออีกมากที่ยังไม่เสร็จ

ขาดความสมบูรณ์

แต่

ฉันสนุกกับการทำงาน

การทำงานครั้งนี้ไม่เหมือนสามปีที่ผ่านมา

ฉันเคยทำงานเหมือนเครื่องจักรที่เริ่มงานสิบโมงเช้าแต่เลิกงานตอนสามทุ่ม

นาฬิกาชีวิตอุทิศให้กับการทำงานเพื่อความคาดหวังของคนหลายคน

งานซ้ำซากเพื่อแลกกับเงินไปวันๆ

ทุกๆ วันก็เหมือนเดิม

ไม่ก้าวหน้า ไม่พัฒนา ไม่เปลี่ยนแปลง

คำพูดเหล่านี้ซ้ำๆ วนๆ อยู่ในหัวอยู่นาน

 

ด้วยความกลัว

กลัวว่าแม่จะโกรธเพราะงามมั่นคงมาก (มากในมุมมองของครอบครัว)

กลัวว่างานใหม่ที่อื่นจะแย่ไปกว่านี้

กลัวว่าผู้ใหญ่ที่เคารพเขาจะผิดหวังกับการท้อถอย

แต่

ทุกอย่างต้องเป็นไป

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป

ไม่ว่าจะอย่างไร

เราก็ต้องเลือกเส้นทางเดินชีวิตของเราเอง

พระเจ้าอาจสร้างบททดสอบให้กับฉัน  

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ต้องเลือกชีวิตด้วยหัวใจเราเอง

 

วันที่ลาออก

ไม่ได้บอกที่บ้าน ไม่กล้าพอ

แต่ก็ต้องบอก

เอ่ยกับพ่อ (คนที่เข้าใจและรักลูกด้วยความจริง) ลาออกแล้วนะ เดือนหน้าไม่ทำงานที่นี่แล้ว

จะไปทำงานอื่นคำพูดมีเท่านี้

พ่อกับแม่บอกมาว่า ดีแล้ว ทำงานที่ใหม่ที่ไหน ยังไง

ผ่านไปแล้ว

คำพูดที่คิดวกวนหลายวัน วันละหลายชั่วโมง

ผ่านไปแล้วอย่างง่ายดาย

 

เรื่องนี้ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ราว 3-4 เดือนก่อน

 

พอเสียทีความเครียด

พอเสียทีความเจ็บปวดจากการกลัว

พอเสียทีไม่ต้องทนกับสิ่งใดๆ อีกต่อไป

ชีวิตยังมีทางเลือกอีกมากมาย

ฉันเชื่อว่า ทุกคน มีศักยภาพ ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่นที่จะเดินออกไปคว้าดาวสักดวงที่เรามองไว้

ดังนั้น ฉันจึงมั่นใจ

 

ดวงดาวที่ฉันต้องการ

ไม่ใช่เงินร้อยล้าน

ไม่ใช่งานเลิศหรู

ไม่ใช่หน้าตาทางสังคม

ไม่ใช่เปลือกของความคิดคน

แต่

ดวงดวงของฉัน

เป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ของฉัน

สวยงามมากพอจะหายใจ

ยิ้มได้กับตัวเอง

สุขกับการกระทำของตนเองเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นความสุขใจส่วนตัว

งานเล็กๆ ไม่ได้เงินเดือนมากมาย (หรือไม่ได้เงินเลยก็ตาม)

 

ดีใจมากมายที่ได้ออกมาจากที่ตรงนั้น

ที่ไม่มีใครเหยียบกลบทับถม

ทำร้ายด้วยคำพูด การกระทำ ความคิดที่ทำร้ายรังแก

หวาดระแวง

ไม่เป็นสุข

จากไปแล้วความเลวร้ายตรงนั้น

 

ชีวิตยังอีกไกล

 

การเคลื่อนไหวทำให้เรามีพลังงาน

 

ดีใจที่ได้ต่อสู้กับความอ่อนแอของตัวเอง

ปล. แล้วจะเข้าไปอ่านไดอารี่ทุกคนนะคะ ขอให้มีเวลาได้ตั้งใจอ่านน่าจะดีกว่า

 

ข อ บ คุ ณ ทุ ก ค อ ม เ ม้ น ท์ แ ล ะ มิ ต ร ภ า พ ค ะ

เพราะใจมันแคบ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วจริง- จริง

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

เรื่องนิดเดียว

วันนี้ฉันได้เรียนรู้ว่า
บางทีการนิ่งเฉยเสียบ้างก็เป็นสิ่งที่ดี
การไม่โต้ตอบก็เป็นสิ่งที่น่าลองทำ

ฉันไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเสียเวลาทำอะไรที่ไร้สาระเท่าไร
แต่การไม่ค่อยจะขยันของฉันก็เป็นสาเหตุของการนิ่งเฉย

ระหว่างคำว่านิ่ง กับการไม่ทำอะไรเลย ห่างกันแค่ไหนเชียว

good night

เงาในน้ำ

จ้องมองเงาที่สะท้อนบนน้ำที่เอ่อในห้องน้ำ

ภาพสับสนของความฝันปะปนกับเรื่องงาน

ฉันคิดถึงเรื่องงานที่คั่งค้าง เหลืออีกมากที่ยังไม่เสร็จ

ขาดความสมบูรณ์

แต่

ฉันสนุกกับการทำงาน

การทำงานครั้งนี้ไม่เหมือนสามปีที่ผ่านมา

ฉันเคยทำงานเหมือนเครื่องจักรที่เริ่มงานสิบโมงเช้าแต่เลิกงานตอนสามทุ่ม

นาฬิกาชีวิตอุทิศให้กับการทำงานเพื่อความคาดหวังของคนหลายคน

งานซ้ำซากเพื่อแลกกับเงินไปวันๆ

ทุกๆ วันก็เหมือนเดิม

ไม่ก้าวหน้า ไม่พัฒนา ไม่เปลี่ยนแปลง

คำพูดเหล่านี้ซ้ำๆ วนๆ อยู่ในหัวอยู่นาน

 

ด้วยความกลัว

กลัวว่าแม่จะโกรธเพราะงามมั่นคงมาก (มากในมุมมองของครอบครัว)

กลัวว่างานใหม่ที่อื่นจะแย่ไปกว่านี้

กลัวว่าผู้ใหญ่ที่เคารพเขาจะผิดหวังกับการท้อถอย

แต่

ทุกอย่างต้องเป็นไป

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป

ไม่ว่าจะอย่างไร

เราก็ต้องเลือกเส้นทางเดินชีวิตของเราเอง

พระเจ้าอาจสร้างบททดสอบให้กับฉัน  

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ต้องเลือกชีวิตด้วยหัวใจเราเอง

 

วันที่ลาออก

ไม่ได้บอกที่บ้าน ไม่กล้าพอ

แต่ก็ต้องบอก

เอ่ยกับพ่อ (คนที่เข้าใจและรักลูกด้วยความจริง) ลาออกแล้วนะ เดือนหน้าไม่ทำงานที่นี่แล้ว

จะไปทำงานอื่นคำพูดมีเท่านี้

พ่อกับแม่บอกมาว่า ดีแล้ว ทำงานที่ใหม่ที่ไหน ยังไง

ผ่านไปแล้ว

คำพูดที่คิดวกวนหลายวัน วันละหลายชั่วโมง

ผ่านไปแล้วอย่างง่ายดาย

 

เรื่องนี้ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ราว 3-4 เดือนก่อน

 

พอเสียทีความเครียด

พอเสียทีความเจ็บปวดจากการกลัว

พอเสียทีไม่ต้องทนกับสิ่งใดๆ อีกต่อไป

ชีวิตยังมีทางเลือกอีกมากมาย

ฉันเชื่อว่า ทุกคน มีศักยภาพ ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่นที่จะเดินออกไปคว้าดาวสักดวงที่เรามองไว้

ดังนั้น ฉันจึงมั่นใจ

 

ดวงดาวที่ฉันต้องการ

ไม่ใช่เงินร้อยล้าน

ไม่ใช่งานเลิศหรู

ไม่ใช่หน้าตาทางสังคม

ไม่ใช่เปลือกของความคิดคน

แต่

ดวงดวงของฉัน

เป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ของฉัน

สวยงามมากพอจะหายใจ

ยิ้มได้กับตัวเอง

สุขกับการกระทำของตนเองเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นความสุขใจส่วนตัว

งานเล็กๆ ไม่ได้เงินเดือนมากมาย (หรือไม่ได้เงินเลยก็ตาม)

 

ดีใจมากมายที่ได้ออกมาจากที่ตรงนั้น

ที่ไม่มีใครเหยียบกลบทับถม

ทำร้ายด้วยคำพูด การกระทำ ความคิดที่ทำร้ายรังแก

หวาดระแวง

ไม่เป็นสุข

จากไปแล้วความเลวร้ายตรงนั้น

 

ชีวิตยังอีกไกล

 

การเคลื่อนไหวทำให้เรามีพลังงาน

 

ดีใจที่ได้ต่อสู้กับความอ่อนแอของตัวเอง

ปล. แล้วจะเข้าไปอ่านไดอารี่ทุกคนนะคะ ขอให้มีเวลาได้ตั้งใจอ่านน่าจะดีกว่า

 

ข อ บ คุ ณ ทุ ก ค อ ม เ ม้ น ท์ แ ล ะ มิ ต ร ภ า พ ค ะ

เพราะใจมันแคบ

ความเหงาท่ามกลางฝูงชน

แสงแดดสาดเข้ามาในห้องที่เงียบสงัด

ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากซอกหลืบใดๆ

ฉันตกใจตื่นจากภวังค์ของความฝันอีกครั้ง

ไม่ถูกปลุกด้วยเสียงใดๆ แต่ตื่นตระหนกจากอารมณ์ที่เกิดจากความฝัน

เมื่อไรจะเลิกฝันร้ายเสียที

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ทำให้รู้ตัวว่า อยู่คนเดียวอีกแล้ว

ตุ๊กตาตัวโปรดก็พูดเป็นได้สักที

 

ว้าเหว่จัง

ทุกครั้งที่เดินบนถนน นั่งในร้านอาหาร ยืนบนรถไฟฟ้า วิ่งข้างสนามบอล

ทุกที่คนเดินผ่านรอบตัว

ไม่มีใครสักคนที่หยุดทักฉันสักคำ

เราไม่รู้จักกัน

ฉันไม่รู้จักใครมากพอที่จะมารับฟังความรู้สึกลึกๆ

หรือเก็บฉันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ดี

ความเงียบวนเวียนในสมองเล็กของฉันพักใหญ่ๆ

จนในที่สุด

ความเหงาท่ามกลางฝูงชนก็ทำร้ายตัวเอง

ไม่กิน ไม่หิว

ไม่อยากออกไปไหนอีกแล้ว

ไม่มีภาระกิจอันใดฉันก็จะฝังตัวเองอยู่ในห้องเล็กๆ

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ฉันปลุกตัวเองจากภวังค์อีกครั้ง

นานมาแล้วที่ฉันเป็นแบบนั้น

ฉันลืมไปแล้วว่าหลุดจากโลกเล็กใบนั้นออกมาด้วยวิธีไหน

และจะไม่มีวันไหนที่ฉันเป็นเช่นนั้นอีก

ไม่มีฉัน คนที่เงียบงัน

ไม่มีฉัน คนที่หยุดตัวเองกับกาลเวลา

ชีวิตฉันสั้นเกินกว่าจะปล่อยให้วินาทีอันมีค่าหายไปทีละน้อย

 

หัวใจที่เต้นบอกให้ฉันรู้ว่ายังมีความสนุกอยู่บนโลกใบนี้อีกมาก

อวัยวะสามสิบสองประการที่ได้รับจากพ่อกับแม่ต้องใช้ให้คุ้มค่า

จะอย่างไรก็ตาม

ต้องเป็นคนเข็มแข็งและต่อสู้กับความหวาดกลัวในใจให้ได้

 

สร้างพลังให้กับตัวเอง

จุดไฟในตัวแล้วออกไปพบกับความจริงเสียที

 

ปล. เอารูปมาฝากทริปแรกๆ ของการจับกล้อง ชอบถ่ายรูปแต่ถ่ายไม่ค่อยแจ๋ว โพสท่าเป็นแบบแจ๋มกว่าเป็นไหนๆ

รูปนี้ถ่ายอาหารมือสำคัญที่สิมิลัน (ไปกับที่รัก)

ภาพถ่ายดอก (สักอย่าง) ที่หล่นเกลื่อนตามชายหาดสิมิลันคะ

ภาพดอกไม้ต่อสู้กับฝูงผึ้งที่งานรับปริญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 ภาพดอกไม้ ในงานรับปริญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่นกันคะ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วจริง- จริง

สงวนสิทธิ์สำหัรบเจ้าของบทความเท่านั้น

เรื่องนิดเดียว

วันนี้ฉันได้เรียนรู้ว่า
บางทีการนิ่งเฉยเสียบ้างก็เป็นสิ่งที่ดี
การไม่โต้ตอบก็เป็นสิ่งที่น่าลองทำ

ฉันไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเสียเวลาทำอะไรที่ไร้สาระเท่าไร
แต่การไม่ค่อยจะขยันของฉันก็เป็นสาเหตุของการนิ่งเฉย

ระหว่างคำว่านิ่ง กับการไม่ทำอะไรเลย ห่างกันแค่ไหนเชียว

good night

เงาในน้ำ

จ้องมองเงาที่สะท้อนบนน้ำที่เอ่อในห้องน้ำ

ภาพสับสนของความฝันปะปนกับเรื่องงาน

ฉันคิดถึงเรื่องงานที่คั่งค้าง เหลืออีกมากที่ยังไม่เสร็จ

ขาดความสมบูรณ์

แต่

ฉันสนุกกับการทำงาน

การทำงานครั้งนี้ไม่เหมือนสามปีที่ผ่านมา

ฉันเคยทำงานเหมือนเครื่องจักรที่เริ่มงานสิบโมงเช้าแต่เลิกงานตอนสามทุ่ม

นาฬิกาชีวิตอุทิศให้กับการทำงานเพื่อความคาดหวังของคนหลายคน

งานซ้ำซากเพื่อแลกกับเงินไปวันๆ

ทุกๆ วันก็เหมือนเดิม

ไม่ก้าวหน้า ไม่พัฒนา ไม่เปลี่ยนแปลง

คำพูดเหล่านี้ซ้ำๆ วนๆ อยู่ในหัวอยู่นาน

 

ด้วยความกลัว

กลัวว่าแม่จะโกรธเพราะงามมั่นคงมาก (มากในมุมมองของครอบครัว)

กลัวว่างานใหม่ที่อื่นจะแย่ไปกว่านี้

กลัวว่าผู้ใหญ่ที่เคารพเขาจะผิดหวังกับการท้อถอย

แต่

ทุกอย่างต้องเป็นไป

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป

ไม่ว่าจะอย่างไร

เราก็ต้องเลือกเส้นทางเดินชีวิตของเราเอง

พระเจ้าอาจสร้างบททดสอบให้กับฉัน  

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ต้องเลือกชีวิตด้วยหัวใจเราเอง

 

วันที่ลาออก

ไม่ได้บอกที่บ้าน ไม่กล้าพอ

แต่ก็ต้องบอก

เอ่ยกับพ่อ (คนที่เข้าใจและรักลูกด้วยความจริง) ลาออกแล้วนะ เดือนหน้าไม่ทำงานที่นี่แล้ว

จะไปทำงานอื่นคำพูดมีเท่านี้

พ่อกับแม่บอกมาว่า ดีแล้ว ทำงานที่ใหม่ที่ไหน ยังไง

ผ่านไปแล้ว

คำพูดที่คิดวกวนหลายวัน วันละหลายชั่วโมง

ผ่านไปแล้วอย่างง่ายดาย

 

เรื่องนี้ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ราว 3-4 เดือนก่อน

 

พอเสียทีความเครียด

พอเสียทีความเจ็บปวดจากการกลัว

พอเสียทีไม่ต้องทนกับสิ่งใดๆ อีกต่อไป

ชีวิตยังมีทางเลือกอีกมากมาย

ฉันเชื่อว่า ทุกคน มีศักยภาพ ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่นที่จะเดินออกไปคว้าดาวสักดวงที่เรามองไว้

ดังนั้น ฉันจึงมั่นใจ

 

ดวงดาวที่ฉันต้องการ

ไม่ใช่เงินร้อยล้าน

ไม่ใช่งานเลิศหรู

ไม่ใช่หน้าตาทางสังคม

ไม่ใช่เปลือกของความคิดคน

แต่

ดวงดวงของฉัน

เป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ของฉัน

สวยงามมากพอจะหายใจ

ยิ้มได้กับตัวเอง

สุขกับการกระทำของตนเองเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นความสุขใจส่วนตัว

งานเล็กๆ ไม่ได้เงินเดือนมากมาย (หรือไม่ได้เงินเลยก็ตาม)

 

ดีใจมากมายที่ได้ออกมาจากที่ตรงนั้น

ที่ไม่มีใครเหยียบกลบทับถม

ทำร้ายด้วยคำพูด การกระทำ ความคิดที่ทำร้ายรังแก

หวาดระแวง

ไม่เป็นสุข

จากไปแล้วความเลวร้ายตรงนั้น

 

ชีวิตยังอีกไกล

 

การเคลื่อนไหวทำให้เรามีพลังงาน

 

ดีใจที่ได้ต่อสู้กับความอ่อนแอของตัวเอง

ปล. แล้วจะเข้าไปอ่านไดอารี่ทุกคนนะคะ ขอให้มีเวลาได้ตั้งใจอ่านน่าจะดีกว่า

 

ข อ บ คุ ณ ทุ ก ค อ ม เ ม้ น ท์ แ ล ะ มิ ต ร ภ า พ ค ะ

เพราะใจมันแคบ

ความเหงาท่ามกลางฝูงชน

แสงแดดสาดเข้ามาในห้องที่เงียบสงัด

ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากซอกหลืบใดๆ

ฉันตกใจตื่นจากภวังค์ของความฝันอีกครั้ง

ไม่ถูกปลุกด้วยเสียงใดๆ แต่ตื่นตระหนกจากอารมณ์ที่เกิดจากความฝัน

เมื่อไรจะเลิกฝันร้ายเสียที

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ทำให้รู้ตัวว่า อยู่คนเดียวอีกแล้ว

ตุ๊กตาตัวโปรดก็พูดเป็นได้สักที

 

ว้าเหว่จัง

ทุกครั้งที่เดินบนถนน นั่งในร้านอาหาร ยืนบนรถไฟฟ้า วิ่งข้างสนามบอล

ทุกที่คนเดินผ่านรอบตัว

ไม่มีใครสักคนที่หยุดทักฉันสักคำ

เราไม่รู้จักกัน

ฉันไม่รู้จักใครมากพอที่จะมารับฟังความรู้สึกลึกๆ

หรือเก็บฉันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ดี

ความเงียบวนเวียนในสมองเล็กของฉันพักใหญ่ๆ

จนในที่สุด

ความเหงาท่ามกลางฝูงชนก็ทำร้ายตัวเอง

ไม่กิน ไม่หิว

ไม่อยากออกไปไหนอีกแล้ว

ไม่มีภาระกิจอันใดฉันก็จะฝังตัวเองอยู่ในห้องเล็กๆ

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ฉันปลุกตัวเองจากภวังค์อีกครั้ง

นานมาแล้วที่ฉันเป็นแบบนั้น

ฉันลืมไปแล้วว่าหลุดจากโลกเล็กใบนั้นออกมาด้วยวิธีไหน

และจะไม่มีวันไหนที่ฉันเป็นเช่นนั้นอีก

ไม่มีฉัน คนที่เงียบงัน

ไม่มีฉัน คนที่หยุดตัวเองกับกาลเวลา

ชีวิตฉันสั้นเกินกว่าจะปล่อยให้วินาทีอันมีค่าหายไปทีละน้อย

 

หัวใจที่เต้นบอกให้ฉันรู้ว่ายังมีความสนุกอยู่บนโลกใบนี้อีกมาก

อวัยวะสามสิบสองประการที่ได้รับจากพ่อกับแม่ต้องใช้ให้คุ้มค่า

จะอย่างไรก็ตาม

ต้องเป็นคนเข็มแข็งและต่อสู้กับความหวาดกลัวในใจให้ได้

 

สร้างพลังให้กับตัวเอง

จุดไฟในตัวแล้วออกไปพบกับความจริงเสียที

 

ปล. เอารูปมาฝากทริปแรกๆ ของการจับกล้อง ชอบถ่ายรูปแต่ถ่ายไม่ค่อยแจ๋ว โพสท่าเป็นแบบแจ๋มกว่าเป็นไหนๆ

รูปนี้ถ่ายอาหารมือสำคัญที่สิมิลัน (ไปกับที่รัก)

ภาพถ่ายดอก (สักอย่าง) ที่หล่นเกลื่อนตามชายหาดสิมิลันคะ

ภาพดอกไม้ต่อสู้กับฝูงผึ้งที่งานรับปริญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 ภาพดอกไม้ ในงานรับปริญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่นกันคะ

เรื่องจากจดหมาย หมายเลข 44

กี่ครั้งแล้วที่ฉันนั่งข้างๆ เขาแล้วน้ำตาไหลออกมา

กี่ครั้งแล้วที่เหมือนฉ